
6 ประเภทรถไฟฟ้าที่ควรรู้ แตกต่างกันอย่างไร?
การใช้รถไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ทั้งช่วยลดการปล่อยมลพิษประหยัดพลังงานได้ดี แต่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยทราบ รถไฟฟ้ามีหลายประเภทที่แตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในระบบขับเคลื่อน
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ 6 ประเภทรถไฟฟ้าที่ควรรู้ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการการใช้งานจริง และเข้าใจความแตกต่างในแต่ละประเภทได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสำหรับการเดินทางในเมือง หรือรถไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อการขนส่งระยะไกล มาดูกันว่าแต่ละประเภทมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
(Extended Range Electric Vehicle)
EREV คือรถยนต์ที่ใช้พลังงานหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลเป็น “เครื่องปั่นไฟ” เพื่อชาร์จแบตเตอรี่หากพลังงานไฟฟ้าหมด
โดยทั่วไป รถ EREV จะใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนจนกว่าแบตเตอรี่จะหมด จากนั้นเครื่องยนต์น้ำมันจะทำหน้าที่แค่ช่วยในการขยายระยะทาง และสร้างไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า

PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle)
รถยนต์ที่ใช้ได้ทั้งเครื่องยนต์น้ำมันและมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากแหล่งพลังงานภายนอก เช่น ที่ชาร์จไฟฟ้า (Plug-in) เพื่อให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบได้ในระยะหนึ่ง ก่อนเครื่องยนต์น้ำมันจะเข้ามาทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และทำงานเป็นหลัก
ฟอร์ดมีรุ่น PHEV หลายรุ่นที่เปิดตัวในตลาด ได้แก่
Ford Escape Plug-In Hybrid (PHEV)
- Ford Escape Plug-In Hybrid เป็นรถ SUV ขนาดกลางที่มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า
- สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในระยะทางประมาณ 37 ไมล์ (ประมาณ 60 กิโลเมตร) ก่อนทเครื่องยนต์จะทำงานเพื่อขยายระยะทาง
Ford Kuga Plug-In Hybrid (PHEV)
- Ford Kuga (ที่เรียกว่า Ford Escape ในบางตลาด) มีรุ่น Plug-In Hybrid ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในระยะทางสั้น ๆ และใช้เครื่องยนต์เบนซินเมื่อแบตเตอรี่หมด
Ford Transit Custom Plug-In Hybrid (PHEV)
- Ford Transit Custom Plug-In Hybrid เป็นรถตู้พาณิชย์ที่ใช้ระบบไฮบริดปลั๊กอิน

Ford Explorer Plug-In Hybrid (PHEV)
- Ford Explorer PHEV เป็น SUV ขนาดใหญ่ที่มีตัวเลือกขับเคลื่อนแบบ Plug-In Hybrid ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ไฟฟ้าล้วนในระยะทางสั้น ๆ และเมื่อแบตเตอรี่หมด เครื่องยนต์เบนซินจะช่วยเพิ่มระยะทาง

BEV (Battery Electric Vehicle)
รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ 100% ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปไม่ใช้เชื้อเพลิง ใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อน จำเป็นต้องชาร์จไฟจากแหล่งพลังงานภายนอก เช่น ที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV charger)
ตัวอย่างฟอร์ดรุ่น BEV
Ford Mustang Mach-E
- Mustang Mach-E เป็นรถยนต์ SUV ขนาดกลางที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% โดยเป็นการนำชื่อรุ่น Mustang ที่มีชื่อเสียงมาทำเป็นรถไฟฟ้า
- รุ่นนี้มีหลากหลายตัวเลือก ทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD)
- มาพร้อมกับตัวเลือกแบตเตอรี่ที่แตกต่างกัน และมีระยะทางขับขี่ที่แตกต่างกัน เช่น รุ่น Standard Range และ Extended Range
Ford F-150 Lightning
- F-150 Lightning คือเวอร์ชันไฟฟ้าของรถกระบะ F-150 ที่มีชื่อเสียงมากในอเมริกา
- รถกระบะรุ่นนี้ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และยังคงสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหมือนกับรุ่นที่ใช้น้ำมัน
- รองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การขนส่ง, การลากจูง และการใช้งานในงานหนัก
Ford E-Transit
- ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขนส่งสินค้าหรือการใช้งานเชิงพาณิชย์
- E-Transit คือเวอร์ชันไฟฟ้าของรถตู้ Transit ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดสำหรับการขนส่ง
BEV เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมองหาแนวทางในการเดินทางที่สะอาดและประหยัดพลังงานมากขึ้น
FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle)
รถ FCEV ใช้เซลล์เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยนำไฮโดรเจน (H₂) มาเข้ากระบวนการที่เรียกว่า การแยกโมเลกุล ในเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งจะปล่อยอิเล็กตรอนที่สร้างกระแสไฟฟ้า และปล่อย โปรตอน (H⁺) ที่จะไปผ่านทางอื่นและรวมตัวกับออกซิเจนจากอากาศในเซลล์เชื้อเพลิง

Ford Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV)
- ฟอร์ดเคยมีการพัฒนา Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) ในอดีต เช่น Ford Focus FCV ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการขับเคลื่อน
HEV (Hybrid Electric Vehicle)
เครื่องยนต์ HEV (Hybrid Electric Vehicle) หรือที่เรียกว่า “ยานยนต์ไฟฟ้าผสม” คือระบบการขับเคลื่อนที่ใช้ทั้งเครื่องยนต์สันดาป (Internal Combustion Engine, ICE) ร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) การทำงานของ HEV จะผสมผสานพลังงานจากทั้งสองแหล่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับขี่ โดยไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟจากแหล่งพลังงานภายนอกเหมือน PHEV หรือ BEV

วิธีการทำงานของ HEV
มอเตอร์ไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้าใน HEV จะช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสามารถใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถในช่วงที่ความเร็วต่ำหรือเมื่อเครื่องยนต์ไม่จำเป็นต้องทำงาน เช่น การหยุดรถหรือขับในเมือง
ระบบการชาร์จ แบตเตอรี่ใน HEV จะได้รับพลังงานจากการชาร์จจากเครื่องยนต์และจากการเบรก (ระบบ regenerative braking) ซึ่งจะเปลี่ยนพลังงานจากการเบรกมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่
การสลับการทำงาน HEV สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าได้อัตโนมัติขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ เช่น ในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้น้ำมัน
- Ford Escape Hybrid ( เช่น ST-Line , ST-Line Select , Platinum , ST-Line Elite )
- Ford Explorer Hybrid
- Ford F-150 Lariat PowerBoost Hybrid
- Ford Maverick XLT
MHEV (Mild Hybrid Electric Vehicle)
รถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเบา คือ รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี ไฮบริด แตกต่างจาก HEV (Hybrid Electric Vehicle) ในการทำงานและขนาดของมอเตอร์ไฟฟ้า ในรถ MHEV มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยมลพิษ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนรถด้วยไฟฟ้าได้ทั้งหมดเหมือนใน HEV หรือ PHEV
หลักการทำงานของ MHEV
มอเตอร์ไฟฟ้าเล็ก ใน MHEV มอเตอร์ไฟฟ้ามักจะมีขนาดเล็กกว่ารุ่นไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยมอเตอร์จะช่วยเสริมแรงบิดในการเริ่มต้นขับขี่และช่วยประหยัดน้ำมันโดยการทำงานในบางช่วงเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานหนัก เช่น การเบรกและการเร่งเครื่อง
ระบบการหยุดเครื่องยนต์ MHEV มักใช้ระบบ “แรงเสริมการเร่ง” หรือ “การหยุดและเริ่มใหม่” (Stop-Start System) ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์หยุดทำงานในขณะที่รถหยุดนิ่ง (เช่น ในสัญญาณไฟจราจร) และเริ่มทำงานใหม่ได้อย่างราบรื่นเมื่อเริ่มขับขี่
การช่วยชาร์จ ระบบ regenerative braking ช่วยเก็บพลังงานจากการเบรกและเก็บไปยังแบตเตอรี่ เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในภายหลังได้
ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ จุดที่แตกต่างจาก HEV หรือ PHEV คือ MHEV ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ และมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเท่านั้น

- Ford Fiesta MHEV
- Ford Focus MHEV
- Ford Kuga MHEV
- Ford Puma MHEV
สรุปแล้วข้อแตกต่างระหว่าง 6 ประเภทรถไฟฟ้า มีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ในการเลือกรถที่เหมาะสมที่สุด ตอนนี้เราก็ได้รู้กันแล้วว่าประเภทรถไฟฟ้ามีความหลากหลายอย่างไร ช่วยในการตัดสินใจง่ายยิ่งขึ้นเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเรามากที่สุด